วางแผนการเงินให้ดีในปีหนูไฟ

สวัสดีปีใหม่ 2551 ค่ะ ท่านผู้อ่านทุกท่าน ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยคุ้มครองทุกท่านให้มีความสุข และสมปรารถนาในทุกสิ่งที่ประสงค์ในปีใหม่นี้และตลอดไปด้วยนะคะ ของขวัญชิ้นสำคัญจาก ก.ล.ต. ในปีนี้ก็คือ พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฉบับที่แก้ไขใหม่ค่ะ เพราะผ่านการพิจารณาจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แล้ว อยู่ระหว่างรอนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย กฎหมายฉบับนี้ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองผู้ลงทุนเป็นหลัก จากนี้ไปท่านผู้ลงทุนก็คงจะอุ่นใจขึ้นนะคะ

ผ่านวันหยุดยาวไปแล้ว หลายท่านคงสะสมพลังไว้สู้ศึกในปีหนูไฟกันเต็มที่แล้วนะคะ โดยเฉพาะบรรดานักลงทุนซึ่งในปีนี้คงต้องเกาะติดหน้าจอ ลุ้นทิศทางของตลาดหุ้นกันแบบวางตามิได้เชียวค่ะ จะเป็นอย่างที่เขาว่า “ปีที่แล้วเผาหลอก ปีนี้เผาจริง” หรือไม่ต้องรอดูกันค่ะ

ปีที่ผ่านมา (29 ธ.ค. 49 – 28 ธ.ค. 50) SET Index เพิ่มขึ้น 26.8% SET100 Index เพิ่มขึ้น 31.9% และ SET50 Index เพิ่มขึ้น 34.0% ถือว่าน่าพอใจทีเดียวค่ะ แต่นั่นภายใต้ข้อแม้ว่าคุณลงทุนในหุ้นทุกตัว หรืออย่างน้อย 50 ตัวในตลาดนะคะ และก็ต้องลงทุนตลอดทั้งปีด้วย ไม่ถอดใจขายทิ้งไประหว่างทางเสียก่อน ผู้ลงทุนที่เอ็นดูมาร์เก็ตติ้ง เดี๋ยวซื้อเดี๋ยวขาย เห็นดัชนีเพิ่มขึ้นขนาดนี้คงจะแทบไม่เชื่อ เพราะหันกลับมาดูพอร์ตตัวเองแล้ว เอ…ทำไมทำกำไรได้นิดเดียว บางคนทั้งปีแทบไม่ได้กำไรเลยก็ยังนึกปลอบใจตัวเองว่าไม่ขาดทุนก็ดีเหลือหลาย

การลงทุนเป็นเรื่องละเอียดอ่อนค่ะ ผู้ลงทุนทุกท่านสามารถเป็นผู้ลงทุนที่ประสบความสำเร็จในการลงทุนได้ หากมีการวางแผนการลงทุนอย่างรอบคอบ เริ่มกันตั้งแต่ต้นปีเลยก็ยิ่งดีนะคะ

หากจะเปรียบการวางแผนการลงทุนกับการวางแผนการเดินทางก็อาจจะทำให้เข้าใจง่ายขึ้น คำถามแรกคงจะเป็นเรื่องของวัตถุประสงค์หรือจุดมุ่งหมายของการเดินทางว่าคืออะไร เช่น ไปพักพ่อน ไปปีนเขา ไปดูช้างยุทธหัตถี ในการวางแผนการลงทุนก็ต้องตอบให้ได้ว่าเป้าหมายการลงทุนคืออะไร เช่น เพื่อซื้อบ้าน เพื่อการศึกษาของลูก เพื่อชีวิตหลังเกษียณ เพราะเป้าหมายจะเป็นตัวกำหนดจำนวนเงินที่ต้องการและเวลาที่จะใช้เงินในอนาคต ทั้งนี้ ควรเรียงลำดับความสำคัญของแต่ละเป้าหมายด้วยว่าต้องการไปถึงเป้าหมายใดก่อน

จากนั้นต้องหันมาดูเงินในกระเป๋าว่ามีเหลือที่จะนำไปลงทุนได้เท่าไหร่ ทำบัญชีครัวเรือนเลยค่ะ นำทรัพย์สินทั้งหมดตั้ง ลบด้วยหนี้สิน แล้วดูว่าเป็นบวกหรือลบ ถ้าเป็นบวกก็แฮปปี้ แต่ถ้าเป็นลบก็ต้องจัดแบ่งเงินของคุณใหม่ให้ดีเพื่อจะได้ไม่เป็นอุปสรรคต่อการวางแผนในขั้นถัดไปค่ะ เมื่อได้ตัวเลขออกมาแล้วว่าจำนวนเงินที่จะลงทุนได้เท่าไหร่ก็มาเฟ้นหาวิธีทำเงินให้งอกเงยกันค่ะ

หลายท่านอาจเลือกที่จะลงทุนสร้างกิจการส่วนตัวเพราะไม่ต้องการทำงาน 8 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็น (ต้องการทำงาน 24 ชั่วโมง…) แต่อีกวิธีหนึ่งที่ง่ายกว่านั้นคือการให้เงินที่มีอยู่หาเงินให้ รูปแบบที่คุ้นเคยกันดีก็คือการฝากเงินรับดอกเบี้ย แต่ระยะหลังอัตราดอกเบี้ยต่ำสูสีกับอัตราเงินเฟ้อผู้ลงทุนจึงต้องหาวิธีการลงทุนในรูปแบบอื่นๆ ที่จะสร้างผลตอบแทนให้สูงเพื่อไม่ให้ค่าเงินลดลง เช่น ลงทุนในหุ้นเพื่อรับเงินปันผล ลงทุนในหุ้นกู้หรือพันธบัตรเพื่อดอกเบี้ยที่สูงกว่าเงินฝาก หรือลงทุนในกองทุนรวมที่มีมืออาชีพบริหารเงินให้ เป็นต้น

เป้าหมาย 1) ซื้อบ้าน 2) เพื่อวัยเกษียณ
ระยะเวลาที่จะใช้เงินในอนาคต อีก 10 ปี อีก 30 ปี (ตอนนี้อายุ 30 ปี)
จำนวนเงินที่ต้องใช้ 3.5 ล้านบาท 7.0 ล้านบาท
เงินเก็บตอนนี้ 1 ล้านบาท 1 ล้านบาท
ผลตอบแทนที่ต้องได้ 13.35% ต่อปี 6.71% ต่อปี
วิธีการลงทุน ????? ?????

วิธีที่เลือกต้องสอดคล้องกับเป้าหมายด้วยนะคะ เช่นในการเดินทางไปดูช้างยุทธหัตถี จุดหมายคือจังหวัดสุรินทร์ต้นตำรับ ท่านก็ต้องพิจารณาว่าวิธีการเดินทางที่เป็นไปได้มีอะไรบ้าง…ขับรถยนต์ จับรถไฟ ไปเครื่องบิน ทั้งนี้ต้องรู้ด้วยว่าแต่ละวิธีการ มีความเป็นไปได้ อุปสรรค และความเสี่ยงใดบ้าง อย่างในกรณีนี้คงเลือกเครื่องบินไม่ได้เพราะไม่มีสายการบินไหนไป หรือหากมีเวลาจำกัดการเลือกนั่งรถไฟก็อาจเสี่ยงเกินไป

ในการลงทุนก็เช่นกันวิธีการลงทุนต้องสอดคล้องกับเป้าหมาย เช่น ในการจะซื้อบ้าน เป้าหมายคือเงินจำนวน 3.5 ล้านบาท ตอนนี้มีเงินเก็บอยู่ 1 ล้านบาท ระยะเวลาที่จะใช้เงินคืออีก 10 ปี (กรณีที่ 1 ในตาราง) เมื่อมีระยะเวลาในการลงทุนสั้น อาจจำเป็นต้องหาวิธีการลงทุนที่ได้ผลตอบแทนสูงเพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า การลงทุนที่ได้ผลตอบแทนสูงจะมีความเสี่ยงสูงตามมาด้วยเสมอ ดังนั้น ต้องประเมินตัวเองด้วยว่าท่านสามารถรับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นได้หรือไม่กรณีนี้ดีดตัวเลขออกมาแล้วปรากฏว่าต้องลงทุนให้ได้ 13.35% ต่อปี ท่านก็ต้องพิจารณาว่ามีวิธีการหรือทางเลือกใดบ้าง เช่น ฝากเงิน ลงทุนในหุ้น หรือ ลงทุนในกองทุนรวมหุ้น ซื้อลอตเตอรี่ เป็นต้น ซึ่งในกรณีนี้คงเลือกฝากเงินไม่ได้แน่ ๆ ค่ะเพราะดอกเบี้ยต่ำ ครั้นจะซื้อลอตเตอรี่ก็จะเสี่ยงเกินไปเพราะถ้าไม่ถูกก็ต้องสูญเสียเงินจำนวนนั้นไปเลย…ดังนั้น อาจจะต้องเลือกลงทุนในหุ้นหรือกองทุนรวมหุ้น ซึ่งก็ต้องพิจารณาต่ออีกว่า ท่านสามารถรับความเสี่ยงได้มากน้อยเพียงใด เพราะหุ้นก็มีหลายกลุ่มธุรกิจ ขนาดของกิจการก็ต่างกันไป กองทุนรวมหุ้นก็เช่นเดียวกัน มีทั้งกองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้นเฉพาะกลุ่ม ลงทุนในหุ้นของบริษัทตั้งแต่ขนาดเล็กถึงขนาดใหญ่ เป็นต้น

ดังนั้น หากท่านมีระยะเวลาในการลงทุนยาวนานขึ้นผลตอบแทนที่ต้องได้เพื่อให้ไปถึงเป้าหมายก็จะต่ำลง (เช่นในกรณีที่ 2 ในตาราง) ถ้ามีเวลาลงทุนถึง 30 ปี ท่านจะมีทางเลือกในการลงทุนมากขึ้น โดยอาจเลือกที่จะลงทุนในหุ้นกู้ กองทุนรวมหุ้นกู้ หรือเลือกลงทุนในหุ้นที่มีอัตราการจ่ายเงินปันผลประมาณ 6-7% ก็ได้

สุดท้ายก็เป็นเรื่องของความมีวินัย ต้องทำตามแผนการที่วางไว้อย่างเคร่งครัด เช่น ตัดสินใจขับรถยนต์ก็ต้องขับไปให้ถึง ไม่ใช่ถึงกลางทางเปลี่ยนใจจะทิ้งรถยนต์ไปนั่งรถทัวร์ก็คงลำบาก จากกรณีที่ 1) ในตารางผู้ลงทุนวางแผนไว้แล้วว่าภายใน 10 ปี จะต้องซื้อบ้านราคา 3.5 ล้าน ก็ต้องมีวินัยทำให้ได้ตามนั้น ไม่ด่วนใจเร็วล้มเลิกแผนนำเงินไปทำอย่างอื่นเสียก่อนระหว่างทาง…มีวินัย ๆ ค่ะท่องไว้ให้ขึ้นใจ

ไม่ยากเลยนะคะสำหรับ 4 ขั้นตอนในการวางแผนทางการเงิน สำหรับท่านที่ต้องการตัวช่วย ดิฉันแนะนำให้โทร.คุยกับ “ผู้ติดต่อผู้ลงทุน” ของบริษัทหลักทรัพย์ หรือ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (ดูรายชื่อผู้ที่ได้รับอนุญาตจากสำนักงาน ก.ล.ต. ได้จากเว็บไซต์ของ ก.ล.ต. www.sec.or.th) เพื่อช่วยวางแผนการลงทุนเบื้องต้นให้ก็ได้ค่ะ ย้ำอีกครั้งนะคะว่าการวางแผนทางการเงินเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนค่ะ โดยเฉพาะในสภาวะเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนสูง ท่านยิ่งจำเป็นต้องมีสุขภาพทางการเงินที่ดีนะคะ มีคนบอกว่าออกซิเจนทำให้คนอยู่ได้ แต่ดิฉันว่าสุขภาพดี+มีเงินทำให้คนอยู่ได้อย่างมีความสุขนะคะ…แล้วพบกันใหม่ค่ะ