Thailand Web Stat

Author name: WealthMagik

เจาะลึกตลาดไหนน่าจับตามอง ตลาดเกิดใหม่ VS ตลาดพัฒนาแล้ว

เจาะลึกตลาดไหนน่าจับตามอง ตลาดเกิดใหม่ VS ตลาดพัฒนาแล้ว สำหรับนักลงทุนหลายท่านที่กำลังมองหาโอกาสในการลงทุนสร้างผลตอบแทนในจังหวะนี้ อาจจะกำลังชั่งใจว่าสถานการณ์อย่างนี้ ควรลงทุนในไหนดี บทความนี้เลยจะมาพูดถึง ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) และ ตลาดที่พัฒนาแล้ว (Develop Market) ซึ่งทั้งสองเป็นประเภทตลาดที่กำลังมาแรงของวงการการลงทุน มาดูกันเลยว่าสองตลาดนี้ต่างกันยังไง ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market หรือ EM) กลุ่มประเทศที่มีตลาดเกิดใหม่ หรือประเทศที่เศรษฐกิจกำลังพัฒนา อยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่านจากระบบเศรษฐกิจแบบดั้งเดิมไปสู่ระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่ ซึ่งอาจจะพิจารณาได้จากรายได้เฉลี่ยต่อหัวของประชากรในประเทศ โดยประเทศตลาดเกิดใหม่จะมีลักษณะเด่น คือ ปัจจัยพื้นฐานดี มีประชากรที่อยู่ในวัยแรงงานเยอะ รวมถึงอัตราการเติบโตของ GDP มีโอกาสเติบโตได้มากกว่าค่าเฉลี่ยถ้ามองในมุมมองของนักลงทุนประเทศตลาดเกิดใหม่ถือว่าเป็นโอกาสในการลงทุน ด้วยความที่เป็นประเทศที่มีประชากรจำนวนมากอยู่ในวัยแรงงาน มีความต้องการซื้อมาก เรียกได้ว่าเป็นฐานผู้บริโภคขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อได้เปรียบทางธุรกิจ รวมไปถึงมีทรัพยากรธรรมชาติราคาถูก ส่งผลให้มีต้นทุนการผลิตต่ำ อีกทั้งในหลายประเทศยังมีนโยบายดึงดูดการลงทุน เช่น ยกเว้นภาษี สนับสนุนเงินทุน เพื่อดึงดูดนักลงทุนจากทั่วโลกอีกด้วย แต่ก็ยังมีความท้าทายมาก เนื่องจากตลาดเกิดใหม่จะมีความผันผวนสูง โครงสร้างพื้นฐานยังมีความล้าหลัง เช่น สาธารณูปโภคบางประเภท แต่ก็มีอัตราการเติบโตที่สูง และรวดเร็วกว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว นักลงทุนจึงมีโอกาสได้รับผลตอบแทนสูงตามไปด้วยตัวอย่างประเทศที่อยู่ในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ เช่น ไทย ฟิลิปปินส์ …

เจาะลึกตลาดไหนน่าจับตามอง ตลาดเกิดใหม่ VS ตลาดพัฒนาแล้ว Read More »

คืนตกขบวน…ขึ้นขบวนหุ้นกู้ไม่ทัน ลองหันมาขึ้นขบวนกองทุนตราสารหนี้ดูไหม ?

คืนตกขบวน… ขึ้นขบวนหุ้นกู้ไม่ทัน ลองหันมาขึ้นขบวนกองทุนตราสารหนี้ดูไหม ? ขบวนกองทุนตราสารหนี้ ช่วงหลายปีที่ผ่านมามีหุ้นกู้ออกใหม่เป็นจำนวนมาก เช่น PTT, SCGP, SCC, PTTGC เพียงแค่ระยะเวลาไม่กี่นาทีก็ถูกจองซื้อจนหมดเกลี้ยง มีทั้งนักลงทุนรายใหญ่และนักลงทุนรายย่อยจำนวนมากที่จองซื้อไม่ทัน จึงทำให้หลายคนจึงเกิดข้อสงสัยว่าทำไมหมดไวจัง? แล้วคนที่จองซื้อหุ้นกู้ได้มีเทคนิคหรือวิธีการจองซื้อหุ้นกู้ให้ทันได้อย่างไร ? ทางเลือกสำหรับคนที่ขึ้นขบวนหุ้นกู้ไม่ทัน สำหรับคนที่สนใจจะจองซื้อหุ้นกู้แต่จองซื้อไม่ทัน ยังมีอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ นั่นก็คือ การลงทุนผ่านกองทุนตราสารหนี้ แต่ขอบอกก่อนว่าหุ้นกู้กับกองทุนตราสารหนี้ไม่ได้เหมือนกันซะทีเดียว หุ้นกู้ คือ ตราสารหนี้ที่ออกโดยภาคเอกชนเพื่อระดมทุน เมื่อซื้อหุ้นกู้แล้วผู้ซื้อจะมีสถานะเป็นเจ้าหนี้ ส่วนบริษัทที่ออกหุ้นกู้จะมีสถานะเป็นลูกหนี้ โดยจะได้รับผลตอบแทนในรูปแบบของดอกเบี้ยตามระยะเวลาที่กำหนด ส่วนกองทุนตราสารหนี้ คือ กองทุนรวมที่เน้นลงทุนในตราสารหนี้ เช่นพันธบัตรรัฐบาล และ หุ้นกู้  โดยตราสารหนี้ที่ออกโดยรัฐบาล จะเรียกว่า “พันธบัตรรัฐบาล” ส่วนตราสารหนี้ที่ออกโดยเอกชน จะเรียกว่า “หุ้นกู้”   เป็นการรวบรวมเงินจากนักลงทุนมาลงทุนตามนโยบายของกองทุนรวมนั้นๆ เพื่อกระจายความเสี่ยง ซึ่งนักลงทุนจะได้รับผลตอบแทนเป็นกำไรจากการการขายหน่วยลงทุนและเงินปันผลของกองทุนรวม (ในกรณีที่กองทุนมีนโยบายจ่ายเงินปันผล)  ขบวนตราสารหนี้ การลงทุนในกองทุนตราสารหนี้มีข้อดีมากมาย เช่น ใช้เงินลงทุนน้อย(ขึ้นอยู่กับขั้นต่ำการซื้อของแต่ละกองทุน), ซื้อขายได้ทุกวันทำการ, ช่วยกระจายความเสี่ยงในพอร์ต แต่การซื้อหุ้นกู้รายตัวก็มีข้อดีเช่นกัน คือได้รับผลตอบแทนแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่อาจเจอกับความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ย การผิดนัดชำระหนี้ หรือแม้แต่การขาดสภาพคล่องของบริษัท …

คืนตกขบวน…ขึ้นขบวนหุ้นกู้ไม่ทัน ลองหันมาขึ้นขบวนกองทุนตราสารหนี้ดูไหม ? Read More »

โพยกองทุนฉบับบินลัดฟ้า ลงทุนใน “ตราสารหนี้ต่างประเทศ”

โพยกองทุนฉบับบินลัดฟ้า ลงทุนใน “ตราสารหนี้ต่างประเทศ” LHBLUESKY-A กองทุนเปิด แอล เอช บลู สกาย อินคัม ฟันด์ ชนิดสะสมมูลค่า กระจายการลงทุนในตราสารหนี้ระดับ investment grade ทั้งในสหรัฐฯ และยุโรปประเภทกองทุน (AIMC) : Global Bond Discretionary F/X Hedge or Unhedgeความเสี่ยง : 4ซื้อขั้นต่ำครั้งแรก : 1,000 บาท ข้อมูลกองทุนเพิ่มเติม AEOB กองทุนเปิด อเบอร์ดีน อีเมอร์จิ้ง ออพพอร์ทูนิตี้ส์ บอนด์ ฟันด์ ลงทุนในตราสารหนี้ของประเทศตลาดเกิดใหม่ เน้นสร้างผลตอบแทนในระยะยาวประเภทกองทุน (AIMC) : Emerging Market Bond Discretionary F/X Hedge or Unhedgeความเสี่ยง : 6ซื้อขั้นต่ำครั้งแรก : 1,000 …

โพยกองทุนฉบับบินลัดฟ้า ลงทุนใน “ตราสารหนี้ต่างประเทศ” Read More »

Optimize Portfolio ฟังก์ชันปรับแต่งพอร์ตโฟลิโอ ให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

Optimize Portfolio ฟังก์ชันปรับแต่งพอร์ตโฟลิโอ ให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด Optimize Portfolio แน่นอนว่าในเรื่องของการลงทุนผลตอบแทนมักจะมาพร้อมกับความเสี่ยงเสมอ ยิ่งต้องการผลตอบแทนสูงความเสี่ยงก็ยิ่งสูงตาม ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนระยะสั้นหรือการลงทุนระยะยาว พอร์ตการลงทุนก็ย่อมมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ฉะนั้นการปรับแต่งพอร์ตโฟลิโอให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด คือ “ Optimize Portfolio” Optimize Portfolio คือ การปรับสัดส่วนพอร์ตการลงทุนเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด อาจจะเน้นการกระจายการลงทุนในสินทรัพย์หลายประเภท เช่น หุ้น กองทุนรวม หรือแม้แต่การเลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ เช่น ตราสารหนี้ ขึ้นอยู่กับการตั้งเป้าหมายการลงทุนของแต่ละคน การ Optimize Portfolio เป็นการคำนวณสัดส่วนของการลงทุนจากอัตราผลตอบแทนที่คาดหวัง ความเสี่ยง และการคำนวณการกระจายลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ฉะนั้นการ Optimize Portfolio จะช่วยให้นักลงทุนมีโอกาสได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นในการสร้างผลตอบแทนหรือลดความเสี่ยงของพอร์ตในสถานการณ์ที่เหมาะสม ทำไมต้อง Optimize Portfolio เพราะการลงทุนไม่มีสินทรัพย์ไหนที่จะมั่นคงเสมอไป อาจจะมีขึ้น-ลงบ้างตามจังหวะสถานการณ์ ฉะนั้นเราจึงต้อง Optimize Portfolio เพื่อ การลดความเสี่ยง : การกระจายลงทุนในสินทรัพย์หลายประเภทเพื่อช่วยลดความเสี่ยงของพอร์ต หากมีความผิดพลาดหรือเกิดความผันผวนของตลาดสินทรัพย์อื่นๆ ที่ไม่ได้รับผลกระทบก็ยังคงมีโอกาสทำกำไรหรือดำเนินการได้ตามปกติ การเพิ่มผลตอบแทน : การประเมินว่าจะลงทุนในสินทรัพย์ใดให้ได้ผลตอบแทนที่ดีที่สุดในระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ซึ่งเป็นการช่วยเพิ่มโอกาสในการทำกำไรจากการลงทุน …

Optimize Portfolio ฟังก์ชันปรับแต่งพอร์ตโฟลิโอ ให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด Read More »

NEER / REER คืออะไร ? ทำไมเทียบแค่ THB-USD อย่างเดียวไม่พอ

NEER / REER คืออะไร ? ทำไมเทียบแค่ THB-USD อย่างเดียวไม่พอ NEER / REER ในปัจจุบันที่ค่าเงินบาทอ่อนตัวลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับค่าเงินบาทอ่อนมีมากมาย เช่น ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ นโบายทางการเงิน หรือแม้แต่การเกร็งกำไรของสินทรัพย์ประเภทต่างๆ หากจะคาดการณ์แนวโน้มค่าเงินบาทในอนาคต จะต้องทำความเข้าใจกับดัชนี NEER/REER NEER คืออะไร NEER (Nominal Effective Exchange Rate) หรือ ดัชนีค่าเงินบาท เป็นดัชนีวัดค่าเงินที่มาจากการหาค่าเฉลี่ยแบบถ่วงน้ำหนักของอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทต่อค่าเงินประเทศอื่นๆ ซึ่งถ้าหาก NEER เพิ่มขึ้น แสดงว่า เงินบาทอ่อนค่าลง ส่งผลให้ไทยเสียเปรียบด้านอัตราแลกเปลี่ยนในแง่ของการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ ซึ่งจะแพงขึ้น แต่เป็นผลดีกับการส่งออกสินค้าของไทยที่สามารถส่งออกได้มากขึ้น เนื่องจากประเทศคู่ค้ามองว่าสินค้าของเราถูกลง ในทางกลับกันถ้าหาก NEER ลดลง แปลว่าค่าเงินบาทแข็งขึ้น หมายความว่าไทยจะได้เปรียบด้านอัตราแลกเปลี่ยน ในแง่ของการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ แต่ก็สามารถส่งออกสินค้าได้น้อยลงเช่นกัน เพราะประเทศคู่ค้ามองว่าสินค้าจากเราแพง REER คืออะไร REER (Real Effective Exchange Rate) หรือ …

NEER / REER คืออะไร ? ทำไมเทียบแค่ THB-USD อย่างเดียวไม่พอ Read More »

เทียบให้ชัด Nasdaq 100 vs. S&P 500 เลือกตัวไหน?

เทียบให้ชัด Nasdaq 100 vs. S&P 500 เลือกตัวไหน!? ในแวดวงของการลงทุน เชื่อว่านักลงทุนหลายท่านย่อมรู้จักดัชนีหุ้นของฝั่งสหรัฐฯ กันมาบ้างแล้ว เนื่องจากสหรัฐฯ ถือว่าเป็นประเทศมหาอำนาจหนึ่งของโลก ดังนั้น การเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ก็ย่อมส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นอื่นๆทั่วโลกได้  แต่ดัชนีของสหรัฐฯ ก็แยกออกเป็นหลายตัว แต่สองตัวที่ได้ยินกันบ่อยจะมี Nasdaq 100 และ S&P 500 มาพร้อมกับคำถามยอดฮิตว่าควรเก็บตัวไหนเข้าพอร์ตดี? ทุกคนสงสัยกันมั้ยว่าทั้งสองตัวเป็นดัชนีของสหรัฐฯ เหมือนกันทั้งคู่ แล้วความต่างของสองตัวนี้มันอยู่ตรงไหน? ดัชนี Nasdaq 100 เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1985 ซึ่งเป็นดัชนีที่รวมบริษัทที่มีมูลค่าตลาดสูงสุด 100 แห่ง โดยมีทั้งบริษัทในอเมริกา รวมไปถึงบริษัทของต่างประเทศ ที่จดทะเบียนในตลาด Nasdaq และเรียกได้ว่าเป็นตัวแทนของหุ้นเทคโนโลยีเลยก็ว่าได้ เนื่องจากหุ้นจากบริษัท 100 แห่ง ส่วนใหญ่เป็นบริษัทเทคโนโลยี และนวัตกรรมชั้นนำของโลกที่มีการเติบโตสูง ซึ่งดัชนี Nasdaq 100 จะไม่มีการนำบริษัทในกลุ่มสถาบันการเงินเข้ามาคำนวณด้วยตัวอย่างบริษัทที่อยู่ในดัชนี Nasdaq 100 เช่น Apple (AAPL) …

เทียบให้ชัด Nasdaq 100 vs. S&P 500 เลือกตัวไหน? Read More »

แคมเปญ “เทรดให้คลายร้อน” อย่าให้อากาศร้อน มาทำให้คุณหยุดลงทุน

  “อย่าให้อากาศร้อน มาทำให้คุณหยุดลงทุน”   “อย่าให้อากาศร้อน มาทำให้คุณหยุดลงทุน” ” เทรดให้คลายร้อน “ ” เทรดให้คลายร้อน “ ลงทุนกองทุนรวม กับแคมเปญเทรดให้คลายร้อน สะสมยอดลงทุนกองทุนรวมที่ร่วมรายการ ระยะเวลาโปรโมชั่น 19 เมษายน – 28 มิถุนายน 2567 ลงทุนกองทุนรวม กับแคมเปญเทรดให้คลายร้อน สะสมยอดลงทุนกองทุนรวมที่ร่วมรายการ ระยะเวลาโปรโมชั่น 19 เมษายน – 28 มิถุนายน 2567 รับสิทธิ์ได้ง่ายๆ ดังนี้  แคมเปญ ”เทรดให้คลายร้อน” เข้าร่วมได้ทั้งลูกค้าปัจจุบัน และลูกค้าที่สมัครเปิดบัญชีใหม่ โดยสะสมยอดลงทุนในกองทุนที่เข้าร่วมโปรโมชั่น ตามที่บริษัทฯกำหนด เมื่อสิ้นสุดกิจกรรม บริษัทจะสรุปยอดลงทุน (ซื้อหรือสับเปลี่ยนเข้า) และติดต่อนักลงทุนที่มียอดลงทุนสะสมถึงเกณฑ์ได้รับของรางวัล ผ่านทางเบอร์โทรศัพท์ที่ให้ไว้ในระบบ นักลงทุนแจ้งและยืนยันของรางวัลผ่านเจ้าหน้าที่ บริษัทจัดส่งของรางวัลตามที่อยู่ที่ให้ไว้ในระบบ รายละเอียดของรางวัล เปิดบัญชีกองทุนใหม่ ผ่านแอป ไม่ต้องส่งเอกสาร  คลิกเลย สะสมยอดเทรดกองทุน  คลิกเลย เงื่อนไขโปรโมชั่น ลูกค้าที่เคยเปิดบัญชีลงทุนแต่ไม่สำเร็จ ลูกค้าเปิดบัญชีใหม่ และลูกค้าปัจจุบันสามารถเข้าร่วมกิจกรรมนี้ได้ ลูกค้าสามารถสะสมยอดเงินลงทุนขาเข้า …

แคมเปญ “เทรดให้คลายร้อน” อย่าให้อากาศร้อน มาทำให้คุณหยุดลงทุน Read More »

กองทุนที่ว่าดี ดีจริงหรือเปล่า? ส่องกองทุนได้ทั้งตลาดไปกับ “ขนมชั้นกองทุน”

กองทุนที่ว่าดี ดีจริงหรือเปล่า? ส่องกองทุนได้ทั้งตลาดไปกับ “ขนมชั้นกองทุน” ขนมชั้นกองทุน ในปัจจุบันมีเครื่องมือหลายประเภทที่จะช่วยนักลงทุนในการตัดสินใจลงทุน แต่การเลือกใช้เครื่องมือนั้นขึ้นก็ขึ้นอยู่กับความถนัดและสไตล์การลงทุนของแต่ละคน แล้วถ้าหากเครื่องมือนั้นสามารถดูกราฟเปอร์เซ็นต์ไทล์ แสดงผลตอบแทนย้อนหลังและความเสี่ยงของกองทุนได้พร้อมกัน จะสะดวกกับนักลงทุนมากแค่ไหน WealthMagik มีเครื่องมือมาแนะนำ นั่นคือ “ขนมชั้นกองทุน” ขนมชั้นกองทุนคืออะไร คือเครื่องมือในการเปรียบเทียบว่ากองทุนนั้นดีจริงหรือไม่ เทียบผลตอบแทนทั้งตลาด โดยใช้ข้อมูลแบบเปอร์เซ็นต์ไทล์ ในกองทุนประเภทเดียวกันมาทำให้ดูง่ายด้วยแถบสีขนมชั้น ซึ่งถือว่าเป็นเครื่องมือพื้นฐานให้นักลงทุนได้ตรวจสอบกองทุนของตนเองว่ามีผลตอบแทนเท่าไหร่ ความเสี่ยงของกองทุนเป็นยังไง อยู่ในระดับดีขึ้นหรือแย่ลง เมื่อเปรียบเทียบกับกองทุนอื่นๆ สามารถดูผลตอบแทนย้อนหลัง และ Standard Deviation ได้ในรูปแบบขนมชั้นกองทุน โดยด้านขวามือจะเป็นการอธิบายว่ากองทุนมีผลตอบแทนและค่า SD ทั้ง 1ปี 3ปี และสูงสุด 5 ปี ย้อนหลังอยู่ที่กี่เปอร์เซ็นต์ มีค่าเป็นบวกหรือติดลบ และอยู่ในช่วงเปอร์เซ็นต์ไทล์ที่เท่าไหร่ ถ้ามีการเปรียบเทียบกับกองทุนประเภทเดียวกัน ระบบจะสามารถแสดงให้เห็นได้ชัดเจนว่ากองทุนไหนดีที่สุดทั้งในด้านของผลตอบแทนและค่าSD กองทุนที่อยู่ในแถบสีเขียว หมายความว่า กองทุนอยู่ในช่วงเปอร์เซ็นไทล์ระดับต้นๆ ของอุตสาหกรรม มีผลตอบแทนดี มีความผันผวนของผลตอบแทนน้อย กองทุนที่อย่ในแถบแดง หมายความว่า กองทุนอยู่ในช่วงเปอร์เซ็นไทล์ระดับท้ายๆ ของอุตสาหกรรม มีผลตอบแทนน้อย มีความผันผวนของผลตอบแทนมาก ตัวอย่างเช่น K-WORLDX …

กองทุนที่ว่าดี ดีจริงหรือเปล่า? ส่องกองทุนได้ทั้งตลาดไปกับ “ขนมชั้นกองทุน” Read More »

อยากเลือกกองทุนให้ปัง! ต้องดูค่าธรรมเนียมกองทุนรวมให้เป็น!

อยากเลือกกองทุนให้ปัง! ต้องดูค่าธรรมเนียมกองทุนรวมให้เป็น! ค่าธรรมเนียมกองทุน กองทุนรวมหนึ่งในทางเลือกยอดฮิตสำหรับนักลงทุนที่ต้องการกระจายความเสี่ยงและลงทุนได้หลายสินทรัพย์ แต่ก่อนลงทุนในกองทุนรวมสิ่งหนึ่งที่เราต้องรู้เลย นั่นก็คือ “ค่าธรรมเนียม” ของกองทุนนั้นมีอะไรบ้าง? ซึ่งค่าธรรมเนียมกองทุนรวมแบ่งออกเป็นหลายส่วน และเป็นจุดที่สามารถช่วยให้ตัดสินใจเลือกกองทุนได้ง่ายขึ้นด้วย ประเภทค่าธรรมเนียมกองทุนรวมมีอะไรบ้าง? ค่าธรรมเนียมกองทุนรวมแบ่งเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ ค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากผู้ถือหน่วยลงทุนโดยตรง และค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากกองทุน ซึ่งทั้งสองส่วนก็จะแบ่งย่อยไปอีก ค่าธรรมเนียมกองทุน ค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากผู้ถือหน่วยลงทุนโดยตรง ค่าธรรมเนียมการขาย (Front – End Fee) เป็นค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บเมื่อผู้ลงทุนซื้อหน่วยลงทุน ค่าธรรมเนียมการรับซื้อคืน (Back – End Fee) เป็นค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บเมื่อผู้ลงทุนขายหน่วยลงทุน ค่าธรรมเนียมการสับเปลี่ยนกองทุน เป็นค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บเมื่อผู้ลงทุนสับเปลี่ยนจากกองทุนหนึ่งไปยังอีกกองทุนหนึ่ง ค่าธรรมเนียมการโอน (Transfer Fee) ค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บเมื่อมีการโอนสิทธิ์ในหน่วยลงทุนให้ผู้อื่น ค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากกองทุน ค่าธรรมเนียมการขาย (Front – End Fee) เป็นค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บเมื่อผู้ลงทุนซื้อหน่วยลงทุน ค่าธรรมเนียมการรับซื้อคืน (Back – End Fee) เป็นค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บเมื่อผู้ลงทุนขายหน่วยลงทุน ค่าธรรมเนียมการสับเปลี่ยนกองทุน เป็นค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บเมื่อผู้ลงทุนสับเปลี่ยนจากกองทุนหนึ่งไปยังอีกกองทุนหนึ่ง ค่าธรรมเนียมการโอน (Transfer …

อยากเลือกกองทุนให้ปัง! ต้องดูค่าธรรมเนียมกองทุนรวมให้เป็น! Read More »

DCA คืออะไร ต้องลงทุนแบบไหน ให้ตอบโจทย์มือใหม่เริ่มลงทุน

DCA คืออะไร ต้องลงทุนแบบไหน ให้ตอบโจทย์มือใหม่เริ่มลงทุน ลงทุน DCA อยากลงทุนแต่ไม่รู้จะเริ่มยังไง? เชื่อว่าหลายคนคงมีคำถามแบบนี้ในหัวแน่ๆ ถ้าเป็นมือใหม่ ลงทุนแล้วพลาดไปทำยังไงดีล่ะ? ซื้อกองทุนรวมตอนไหนถึงจะได้ผลตอบแทนสูงสุดกลับมา? แต่รู้หรือไม่…ยังมีกลยุทธ์การลงทุนอีกรูปแบบหนึ่งที่ชื่อว่า DCA ที่เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนมือใหม่ที่ขาดประสบการณ์ และขาดความเชี่ยวชาญในด้านการลงทุน อีกทั้งยังช่วยสร้างวินัยในการออมให้แก่นักลงทุนอีกด้วย DCA คืออะไร? DCA หรือ Dolla – Cost Averaging เป็นการลงทุนแบบถัวเฉลี่ยด้วยเงินจำนวนที่เท่ากันเป็นงวดๆ ทยอยลงทุนเรื่อยๆ อย่างสม่ำเสมอ อาจจะเป็นรายเดือน หรือรายไตรมาส ตามแต่ความสะดวกของนักลงทุน โดยที่ไม่ได้คำนึงถึงราคาของสินทรัพย์ที่ลงทุนในขณะนั้น ซึ่งถ้าตอนที่เราลงทุนไปสินทรัพย์นั้นมีราคาที่ถูก ต้นทุนก็จะถูกลงไปด้วย ถือเป็นการเฉลี่ยต้นทุน เพื่อสร้างผลตอบแทนในระยะยาว ทำไมการ DCA ถึงเหมาะกับนักลงทุนมือใหม่? แน่นอนว่าสิ่งหนึ่งที่นักลงทุนมือใหม่ยังไม่มีนั่นก็คือ “ประสบการณ์” และอาจจะขาด “ความเชี่ยวชาญ” เพราะบางคนก็เพิ่งลงทุนเป็นครั้งแรก ซึ่งในโลกของการลงทุนการลองผิดลองถูกไม่ใช่เรื่องที่ไม่ดี แต่ละคนอาจจะมีทักษะหรือเทคนิคทางการลงทุนที่ถนัดต่างกัน แต่การลดข้อผิดพลาดสำหรับมือใหม่ให้น้อยที่สุดก็ยังถือเป็นเรื่องดี ซึ่งการ DCA ก็ถือว่าตอบโจทย์ในเรื่องนี้ เนื่องจากการลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุนแบบนี้เป็นอีกวิธีหนึ่งที่สามารถลดความเสี่ยงได้ และยังเป็นโอกาสในการสะสมหน่วยลงทุน เพราะการ DCA เราลงทุนอย่างต่อเนื่องในทุกสภาวะตลาด โดยที่ไม่สนว่าราคาของสินทรัพย์นั้นจะเป็นเท่าไหร่ …

DCA คืออะไร ต้องลงทุนแบบไหน ให้ตอบโจทย์มือใหม่เริ่มลงทุน Read More »