ตะกร้าดัชนีค่าเงินบาท
ตอนที่ 2 หากเงินบาทอ่อนค่าในอนาคต ควรกระจายเงินไปประเทศไหน?
เรียบเรียงจากงานวิจัย "ตะกร้าดัชนีค่าเงินบาท"
**จัดทำโดย: พุทธิพงศ์ ภาวสุกุล**
**ที่ปรึกษา: คุณปัญญา จรรยารุ่งโรจน์**
**วันที่: 18 มีนาคม 2026**
พุทธิพงศ์ ภาวสุกุล ผู้จัดทำงานวิจัย "ตะกร้าดัชนีค่าเงินบาท"
ได้รับเกียรติบัตรจากคุณ Ms. Amy Yip Voted as one of the World's Top 50 Female Financiers by Euro Money in 1997 / Former
ExecDir (Reserves Management) of Hong Kong Money Authority / North Asia Investment Head Citibank PBG Hong Kong /
CEO of DBS Bank Hong Kong / Managing Partner of RAYS Capital Partners
เพื่อเชิดชูผลงานด้านการศึกษาและพัฒนาต้นแบบตะกร้าเงินตราอ้างอิงดัชนีค่าเงินบาท (NEER)
จากตอนที่ 1 เราได้เห็นแล้วว่า ดัชนีค่าเงินบาท (NEER) อยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีต ซึ่งสะท้อนว่าค่าเงินบาทแข็งค่าเมื่อเทียบกับประเทศคู่ค้าและคู่แข่งจำนวนมาก
สำหรับนักลงทุน คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าเงินบาทจะอ่อนค่าหรือไม่ในอนาคต แต่คือ หากต้องการกระจายความเสี่ยงออกจากเงินบาท ควรลงทุนในประเทศหรือสกุลเงินใดบ้าง?
คำถามนี้อาจดูเรียบง่าย แต่ในความเป็นจริงกลับซับซ้อนกว่าที่คิด เพราะประเทศไทยไม่ได้เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลกผ่านประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เชื่อมโยงผ่านเครือข่ายการค้าและการลงทุนกับหลายประเทศพร้อมกัน
ดังนั้น หากต้องการเข้าใจว่าค่าเงินบาทเคลื่อนไหวสัมพันธ์กับประเทศใดบ้าง เราจำเป็นต้องย้อนกลับไปดูโครงสร้างของดัชนี NEER อีกครั้ง
เบื้องหลังดัชนี NEER มีมากกว่า 25 สกุลเงิน
ดัชนี NEER ของประเทศไทยไม่ได้อ้างอิงเพียงดอลลาร์สหรัฐ หรือเงินสกุลหลักของโลกเท่านั้น แต่เป็นดัชนีที่คำนวณจากสกุลเงินของประเทศคู่ค้าและคู่แข่งของไทยมากกว่า 25 สกุลเงิน โดยแต่ละสกุลเงินจะมีน้ำหนักแตกต่างกันตามความสำคัญทางเศรษฐกิจ
แนวคิดนี้ทำให้ NEER สามารถสะท้อนความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม ในมุมของนักลงทุน การลงทุนตามสกุลเงินกว่า 25 สกุลถือเป็นเรื่องที่ทำได้ยากในทางปฏิบัติ
คำถามสำคัญจึงเกิดขึ้นว่า หากเลือกเพียงบางสกุลเงิน จะสามารถสะท้อนการเคลื่อนไหวของดัชนีค่าเงินบาทได้หรือไม่?
นี่คือจุดเริ่มต้นของงานวิจัย "ตะกร้าดัชนีค่าเงินบาท"
จาก 25 สกุลเงิน สู่การค้นหาตัวแทนที่ดีที่สุด
งานวิจัยเริ่มต้นจากการศึกษาว่า สกุลเงินใดมีอิทธิพลต่อการเคลื่อนไหวของดัชนีค่าเงินบาทมากที่สุด
โดยใช้ข้อมูลอัตราแลกเปลี่ยนย้อนหลังและนำมาวิเคราะห์ทางสถิติ เพื่อค้นหาความสัมพันธ์ระหว่างสกุลเงินต่าง ๆ กับดัชนี NEER
ก่อนเริ่มสร้างตะกร้าเงินตรา นักวิจัยต้องค้นหาช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเริ่มต้นคำนวณเสียก่อน
เนื่องจากธนาคารแห่งประเทศไทยมีการปรับน้ำหนักของดัชนีเป็นระยะ เพื่อให้สอดคล้องกับโครงสร้างการค้าระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป
หากใช้ข้อมูลจากช่วงเวลาที่น้ำหนักไม่สอดคล้องกับโครงสร้างปัจจุบัน ผลลัพธ์ที่ได้อาจคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง
จากการวิเคราะห์ข้อมูลย้อนหลัง งานวิจัยพบว่าช่วงเดือนกรกฎาคม 2024 เป็นจุดที่มีแนวโน้มสอดคล้องกับการปรับสมดุลของดัชนีมากที่สุด จึงถูกเลือกเป็นจุดเริ่มต้นของการศึกษา
ทดลองสร้างตะกร้าเงินตรา 3 แนวทาง
เพื่อหาว่าสกุลเงินใดเหมาะสมที่สุดในการสะท้อนการเคลื่อนไหวของดัชนี NEER งานวิจัยได้ทดลองสร้างตะกร้าเงินตรา 3 รูปแบบ
1. ตะกร้าจากประเทศคู่ค้าหลักของไทย
แนวทางแรกคือการเลือกสกุลเงินจากประเทศที่มีมูลค่าการค้ากับประเทศไทยสูงที่สุด
แนวคิดนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า ประเทศที่ค้าขายกับไทยมากที่สุด ย่อมมีผลต่อค่าเงินบาทมากที่สุดเช่นกัน
2. ตะกร้าจากประเทศคู่แข่งทางการค้า
แม้ประเทศคู่ค้าจะมีความสำคัญ แต่ในความเป็นจริง ประเทศที่แข่งขันกับไทยในตลาดโลกก็มีผลต่อความสามารถในการแข่งขันของไทยเช่นกัน
ตัวอย่างเช่น
* จีน
* เวียดนาม
* อินโดนีเซีย
* มาเลเซีย
* อินเดีย
* เกาหลีใต้
* ญี่ปุ่น
ประเทศเหล่านี้ล้วนเป็นคู่แข่งสำคัญในหลายอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ อาหาร หรือสินค้าเกษตร
ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงของค่าเงินประเทศเหล่านี้จึงอาจส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยได้ไม่น้อยกว่าประเทศคู่ค้า
3. ตะกร้าอ้างอิงฐานข้อมูล BIS
แนวทางสุดท้ายอ้างอิงข้อมูลจาก Bank for International Settlements (BIS) ซึ่งเป็นองค์กรระหว่างประเทศที่จัดทำข้อมูลด้านอัตราแลกเปลี่ยนและดัชนีค่าเงินของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก แนวทางนี้คัดเลือกสกุลเงินที่ประเทศไทยให้น้ำหนักสูงที่สุดตามฐานข้อมูล BIS และนำมาวิเคราะห์ความสามารถในการติดตามดัชนี NEER
แล้วสกุลเงินใดสำคัญที่สุด?
แม้งานวิจัยจะทดลองหลายแนวทาง แต่ผลลัพธ์กลับชี้ไปในทิศทางเดียวกัน
สกุลเงินที่มีอิทธิพลต่อดัชนีค่าเงินบาทมากที่สุด ล้วนเป็นสกุลเงินของประเทศที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย ไม่ว่าจะเป็น
* ดอลลาร์สิงคโปร์ (SGD)
* หยวนจีน (CNY)
* ดอลลาร์สหรัฐ (USD)
* เยนญี่ปุ่น (JPY)
* ยูโร (EUR)
สกุลเงินเหล่านี้ปรากฏซ้ำในหลายรูปแบบของการวิเคราะห์ และมีบทบาทสำคัญต่อการเคลื่อนไหวของดัชนีค่าเงินบาท
ซึ่งหมายความว่า หากนักลงทุนต้องการกระจายความเสี่ยงออกจากเงินบาท การกระจายไปยังเศรษฐกิจหลักเหล่านี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่น่าสนใจ
นักลงทุนต้องซื้อเงินตราต่างประเทศเองหรือไม่?
คำตอบคือ "ไม่จำเป็น" ในอดีต การกระจายเงินไปหลายประเทศอาจเป็นเรื่องยุ่งยาก ต้องเปิดบัญชีหลายแห่งและบริหารความเสี่ยงค่าเงินด้วยตนเอง
แต่ปัจจุบัน นักลงทุนสามารถเข้าถึงสินทรัพย์ทั่วโลกผ่านกองทุนรวมต่างประเทศได้ง่ายขึ้นมาก
ทำให้สามารถกระจายการลงทุนไปยังหลายประเทศ หลายอุตสาหกรรม และหลายสกุลเงิน ผ่านเครื่องมือการลงทุนเพียงไม่กี่ประเภท
ดังนั้น ประเด็นสำคัญอาจไม่ใช่การเลือกเงินสกุลใดเพียงสกุลเดียว แต่คือการสร้างพอร์ตที่มีการกระจายตัวอย่างเหมาะสม เพื่อไม่ให้พอร์ตทั้งหมดขึ้นอยู่กับทิศทางของเงินบาทเพียงอย่างเดียว
จากงานวิจัยสู่การลงทุนจริง
หลังจากทดลองหลายแนวทาง งานวิจัยสามารถคัดเลือกตะกร้าเงินตราที่มีความสามารถในการติดตามดัชนีค่าเงินบาทได้อย่างมีประสิทธิภาพ
คำถามสุดท้ายจึงไม่ใช่ "ควรกระจายไปประเทศไหน" แต่คือ จะนำผลการศึกษานี้มาประยุกต์ใช้กับการลงทุนจริงได้อย่างไร?
ในตอนสุดท้ายของซีรีส์นี้ เราจะมาดูกันว่า ตะกร้าเงินตราเพียงไม่กี่สกุลสามารถสะท้อนการเคลื่อนไหวของดัชนีค่าเงินบาทได้อย่างไร และแนวคิดดังกล่าวเชื่อมโยงกับการกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศได้อย่างไร
**ติดตามตอนที่ 3 : จากงานวิจัยสู่การลงทุนจริง ทางเลือกใหม่สำหรับผู้ที่ต้องการกระจายความเสี่ยงจากเงินบาท**









